ลิเวอร์พูลโคตรแกร่งบุกถล่มเลสเตอร์นำฝูงทิ้ง13แต้ม
27 ธันวาคม 2562



"หงส์แดง" โชว์ความเขี้ยวสมกับเป็นทีมแชมป์สโมสรโลกหลังบุกไปไล่ถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ถิงถิ่น 4-0 โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เหมาสองเม็ด ขณะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สุดยอดยิง1จ่ายอีก2 พาทีมยึดหัวตารางเหนียวแน่นพร้อมทิ้ง เลสเตอร์ รองจ่าฝูง 13 คะแนน แถมยังแข่งน้อยอีกหนึ่งเกม ในศึกบ็อกซิ่งเดย์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสฯที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

ศึกบ็อกซิ่ง เดย์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 19 คืนวันพฤหัสบดีที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา เลสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 2 เปิดรังทำบิ๊กแมตช์รับมือจ่าฝูง ลิเวอร์พูล ที่ยังไม่แพ้ทีมใด โดยฟอร์มล่าสุด "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เพิ่งจะบุกไปพ่ายแมนฯซิตี้ 1-3 ขณะที่ "หงส์แดง" เพิ่งจะคว้าแชมป์สโมสรโลกจากประเทศกาตาร์มาหลังทุบ ฟลาเมงโก้ 1-0

เปิดฉากมาแค่นาทีแรก กลายเป็น "หงส์แดง" ที่มีลุ้นขึ้นนำก่อน หลัง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซัดด้วยขวาเต็มแรงแม้ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล จะรับหลุดมือแต่ตามตะครุบไว้ได้อยู่

นาทีที่ 5 จอนนี่ อีแวนส์ เกือบทำพลาดหลังโดนแข้งหงส์เพรสซิ่งเร็วจนโดน ไวนัลดุม ตัดบอลได้ก่อนบอลเลยมาเข้าทาง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รีบยิงด้วยซ้ายบอลเลยเหินคานโด่งออกไป

เจ้าบ้านตอบโต้มาบ้าง แมดดิสัน จ่ายให้ วาร์ดี้ หลุดไปถึงเส้นหลังก่อนอดีตหอกสิงโตคำรามจะปาดเลียดมาโล่งๆหน้าประตู ดีที่ไม่มีแข้งจิ้งจอกก่อนที่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสันจะเคลียร์ออกไปหวุดหวิด

นาทีที่ 11 แนวรับเลสเตอร์มาเช็กไลน์พลาดอีก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะบอลหลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ได้แล้วแต่จังหวะยิงด้วยซ้ายมุมแคบไปเลยเข้าข้างตาข่าย

อีก 4 นาทีถัดมา วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ทำพลาดอีกโดนแข้งหงส์ฉกบอลหน้ากรอบก่อนที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะได้กดด้วยขวาบอลไปโดนบล็อคเอ็นดิดี้ที่ตามมาแก้ตัวออกหลังไป

นาที 31 "หงส์แดง" ชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งโยกไปอยู่ทางฝั่งซ้าย เปิดยาวมาเสาไกลให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกบอลลงพื้นเบียดเสาแรกเข้าไป และเป็นประตูที่ 5 ของดาวยิงชาวแซมบ้าในซีซั่นนี้

จากนั้นอีก 3 นาทีต่อมา ทีมเยือนเกือบบวกเม็ดที่สองเพิ่มอีก บอลวางยาวมาให้ ซาดิโอ มาเน่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดติดมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1 ชนิดที่แข้งเจ้าถิ่นไม่มีโอกาสยิงเลยซักครั้งเดียว

ครึ่งหลัง หงส์แดงยังดาหน้าบุกใส่เจ้าถิ่นต่อเนื่อง นาที 56 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แย่งบอลได้ก่อนครอสมาเสาแรกให้ ฟีร์มีโน่ ซัดด้วยขวาบอลเลยปากประตูไป

ถัดมาอีกนาทีเดียว เลสเตอร์ รอดพ้นจากการเสียประตูอีก หลัง โรเบิร์ตสัน เปิดเร็วมาเสาแรกให้ ฟีร์มีโน่ เช็ดไปติดเซฟชไมเคิ่ล ก่อนซาลาห์จะตามเข้าซ้ำบอลไปชนคาน แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ฟีร์มีโน่ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

นาที 61 เจมี่ วาร์ดี้ สปีดพาบอลจากกลางสนามขึ้นมาเองก่อนจะโดน โจ โกเมซ ขวางไว้จนโดนใบเหลือง ก่อนจังหวะฟรีคิกถัดมา แมดดิสัน จะซัดหลุดกรอบออกไป

แข้งจิ้งจอกไม่ยอมง่ายๆ นาที 64 ริคาร์โด้ เปเรยร่า เลี้ยงแหวกเข้าไปในกรอบบอลก่อนบอลจะเคลียร์มาเข้าทาง เดนนิส ปราต ที่เก็บแถวสองแล้วตั้งป้อมวอลเลย์สวนตูมเข้าไป ทว่าบอลบอลยังไม่ตรงกรอบอีก

เข้าสู่นาทีที่ 70 คล็อปป์ แก้เกมบ้างส่ง ดิว็อค โอริกี และเจมส์ มิลเนอร์ ลงเล่นแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และนาบี เกอิต้า

ก่อนอีกนาทีต่อมา แฟนจิ้งจอกต้องเงียบกริบ เมื่อ ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ เป่าให้จุดโทษแก่ทีมเยือนหลัง คักลา โซยุนซู ทำแฮนด์บอลในเขตโทษ และเป็น เจมส์ มิลเนอร์ ที่เพิ่งลงมาทำหน้าที่ยิงเข้าไปไม่พลาดให้ ลิเวอร์พูล หนีห่างเจ้าถิ่นเป็น 2-0

เกมรับเจ้าถิ่นรวนไม่หาย "หงส์แดง" มาได้ประตูนำโด่ง 3-0 ในนาที 74 บอลจากจังหวะที่ มิลเนอร์ ไหลออกขวาให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ครอสเข้ากลางมาให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จับบอลก่อนยิงด้วยขวเข้าไปอย่างเยือกเย็น เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

เท่านั้นไม่พอ นาที 78 สกอร์นำห่างเป็น 4-0 บอลจากจังหวะสวนกลับเร็ว ซาดิโอ มาเน่ จ่ายออกขวาให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดเข้าไปตะบันด้วยขวาลอดขา โซยุนชู เสียบเสาสองเข้าไปอย่างเด็ดขาด

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม เลสเตอร์ พ่ายคาบ้านเป็นนัดแรกให้จ่าฝูง ลิเวอร์พูล 0-4 ส่งผลให้ หงส์แดง นำโด่งหนีอันดับสอง 13 คะแนนแถมแข่งน้อยกว่า 1 เกม

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล - ริคาร์โด้ เปเรยร่า, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ - วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ - เดนนิส ปราต (อาโยเซ่ เปเรซ น.72), ยูริ ตีเลอมันส์, เจมส์ แมดดิสัน (ฮัมซ่า เชาดูรี่ น.76), ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.58) - เจมี่ วาร์ดี้

ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ - เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน - นาบี เกอิต้า (เจมส์ มิลเนอร์ น.70), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (อดัม ลัลลาน่า น.82), จอร์จินโย่ ไวนัลดุม - โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ดิว็อค โอริกี้ น.70) , โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่

ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์


www.siamsport.co.th


ข่าว ลิเวอร์พูล

92 ปีที่รอคอย...น้ำตาของกัปตันผู้พาอียิปต์เขียนประวัติศาสตร์
คล็อปป์เตรียมเจรจาคุมเยอรมนี! เปิดทางรับงาน หากได้รับข้อเสนอจากบ้านเกิด
ลิเวอร์พูลประกาศทีมงานใหม่! ดึง 4 สตาฟฟ์ร่วมงานอิราโอล่า ลุยปรีซีซั่น 13 กรกฎาคมนี้
"ฟาน ไดจ์ค คือแบบอย่างของผม" แข้งหงส์รายใหม่ตั้งเป้าเรียนรู้จากปราการหลังระดับโลก
ข่าวดีสเปน! "บิคตอร์ มูนญอซ" กลับมาซ้อม ลุ้นคืนสนามรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลก 2026
OFFICIAL! ลิเวอร์พูลเปิดตัว "เจเรมี่ ณัคเกต์" ปราการหลังดาวรุ่งวัย 20 ปี เสริมแกร่งแนวรับ
เวิลด์คัพแค่ 4 นัด! "ฟลอเรียน เวียร์ตซ์" ทำแอสซิสต์เท่าทั้งฤดูกาลพรีเมียร์ลีกแล้ว
ลิเวอร์พูลจับตา "จาร์ร็อด โบเว่น" แต่มีเงื่อนไขสำคัญ!
โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ: "เราจะคว้าแชมป์โลกเพื่อ ดิโอโก้ โชต้า
ด่วน! ลิเวอร์พูลเปิดเจรจา PSG หวังคว้าตัว "แบรดลีย์ บาร์โคล่า"
ดูทั้งหมด

Home

หน้าแรก
News

ข่าว
Match

โปรแกรมแข่งขัน
ตารางคะแนนพรีเมียร์ ลีก
Team

ประวัติสโมสร
ทำเนียบแชมป์
ประวัตินักเตะ
อดีตนักเตะ
ประวัติผู้จัดการทีม
Facebook

Liverpool Thailand
Media

วอลเปเปอร์
วีดีโอ
Contact

ติดต่อทีมงาน ลงโฆษณา
© 2018-2026 Liverpoolfc.in.th All Rights Reserved.